Blog Economics  โดย คุณตา นุชจรินทร์ Blog Strategy โดย คุณเอส กรภัทร Blog Fundamental โดย คุณเพลิน เพลินใจ Blog Technical โดย คุณชัย คณฆัส
NOMURA IRIS TEAM BLOGS

Dragon pattern / Chapter 1 ตอนที่ 4 : บทสรุปเราได้อะไรจากรูปแบบมังกร

15 กันยายน 57




ตอนสุดท้าย = บทสรุปเราได้อะไรจากรูปแบบมังกร

1. เราได้การตั้งข้อสังเกตุรูปแบบมังกรจะคล้ายกับการหาทิศทางการสร้าง PATTERN ของ W-FORMATION หรือยอดต่ำ 2 ยอด และการหาทิศทางการสร้าง PATTERN ของ M-FORMATION หมายถึงยอดสูง 2 ยอด (ทางเทคนิคได้ยกตัวอย่าง BLAND กับการหารูปแบบมังกรจะในเชิงยอดสูง 2 ยอด)

2. เราได้ส่วนต่างในการหาจังหวะซื้อ / ขายของแต่ละส่วนนับจาก “หัวถึงหางมังกร” โดยแบ่งออกเป็น 2 แบบดังนี้


แบบที่ 1 คือ การคำนวณหา “จากหัวมังกรมาหางมังกร หรือการหา W-FORMATION” มีดังนี้ นักลงทุนจะต้องหารูปแบบของหัวก่อน โดยเกิดจากยอดสูงของราคาที่เคยทำไว้ และมีลักษณะการกลับตัวในเชิงลบ รวมถึงบางครั้งราคาได้หลุดเส้น UPTREND LINE ลงมาถือเป็นสัญญาณลบ หรือ สัญญาณขาย ดังนั้นการอ่อนตัวลงดังกล่าวก็จะเป็นที่มาของแรงขายกดดันให้เกิด “การสร้างคอของมังกร”
  • ช่วงสร้างคอของมังกรจะมีความยาวเท่ากับรูปแบบของหัว หรือยาวกว่า “บางครั้งเป็นการอ่อนตัวที่ลึกและใช้เวลานาน” รวมถึงสัญญาณทางเทคนิคส่วนใหญ่มักจะทยอยเข้าเขตขายมากเกินไป โดยจากหัวมาทำยอดต่ำที่คอ เป็นการสร้าง WAVE3 ที่ค่อนข้างยาว” บางครั้งอัตราการลง “ 100% ของหัว หรือยาวถึง 138.2 / 161.8 / 200% เป็นต้น

  • จากนั้นเมื่อทำยอดต่ำที่คอแล้ว มักจะมีภาพดีดตัวแล้วลงต่ออีก 1 ขา เพื่อทำจบของขาลง ซึ่งหมายถึงการอ่อนตัวลงมาทำเป็นขาหน้าของมังกรนั่นเอง ซึ่งความยาวของการอ่อนตัวของขาหน้าจะใช้เวลาน้อยกว่าช่วงคอของมังกร และการอ่อนตัวคาดว่าจะต่ำของเส้นคอลงมาประมาณ 127.2 / 150.0/ 161.8% จากนั้นสัญญาณทางเทคนิคระยะสั้น (บางเครื่องมือ) จะเริ่มมี POSITIVE DIVERGENCE (ความหมาย คือ ราคาทำยอดต่ำใหม่ ขณะที่เครื่องมือทางเทคนิคไม่ได้ทำตามราคา) เป็นการเตือนถึงแนวโน้มราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากอ่อนตัวมาเป็นการดีดตัวกลับ ทำให้ทิศทางเปลี่ยนขาลงมาเป็นการสร้าง BOTTOM OUT คือขาหน้ามังกรนั่นเอง

  • จากนั้นเมื่อบริเวณขาหน้าและมีภาพดีดตัวกลับจากเขตขายมากเกินไป ทำให้เกิดการสร้าง “หลังของมังกร” คาดว่าการใช้ส่วนต่างในการปรับตัวขึ้นระหว่างหัวถึงขาหน้ามังกร เพื่อหาหลังมังกร มักจะดีดตัวประมาณ 50% / 61.8% จากนั้นเมื่อถึงบริเวณแนวต้านดังกล่าว จะเริ่มมีแรงขายออกเป็นการทำรอบปกติ

  • เสร็จสิ้นการอ่อนตัวจากหลังมังกรเพื่อลงมาทำขาหลัง = จะตั้งขัอสงเกตุดังนี้
    *** กรณีที่ขาหลังสูงกว่าเมื่อเทียบกับขาหน้ามังกร เช่นลงมาระดับ 77.6 / 88.6% ระหว่างหลังกับหน้ามังกร เพื่อหาขาหลัง ถ้าเป็นอัตราส่วนดังกล่าว คาดว่าราคาหุ้นจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นค่อนข้างแข็งแรง อย่างน้อยหางของมังกรของหุ้นตัวนี้จะเท่ากับหรือสูงกว่าเมื่อเทียบกับหัวมังกร
  • *** กรณีที่ราคาอ่อนตัวลงและขาหลังกลับลงมาเท่ากับหรือทำยอดต่ำใหม่กว่าขาหน้าของมังกร ถือว่าการปรับตัวขึ้นของหางมังกรอาจเป็นเพียงต่ำกว่าหรือเท่ากับหัวมังกร อาทิขาหลังลงมาทำ NEW LOW ต่ำกว่าขาหน้าของมังกร บริเวณ 127.2 / 138.2% เป็นต้น (ทำให้สิงที่เตือน คือ น้อยครั้งที่หางจะสูงกว่าหัวมังกร) เป็นต้น


ภาพด้างล่าง คือ ตัวอย่างของ “รูปบบมังกรจากหัวไปหาหางของมังกร” นั่นเอง



แบบที่ 2 คือ การคำนวณหารูปแบบ “จากหางมังกรไปหาหัวมังกรในเชิงคว่ำลงลักษณะ M-FORMATION” ตั้งข้อสังเกตุ (หุ้น ROBINS) มีดังนี้
  • ช่วงที่เป็นหางของมังกรมักจะมาจากบริเวณยอดต่ำของราคาและค่อยเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาขึ้น (คล้ายกับ Accumulate phase ไปหา Mark up phase) คือแกว่งตัวขึ้น โดยความยาวของหางคาดว่าจะขึ้นไปตามเส้น UPTREND LINE

  • ช่วงการสร้างขาหลังมังกร คือ ช่วงที่บริเวณยอดสูงแรก (วงกลมสีเขียว) ซึ่งจะพบว่าราคาเริ่มหลุดต่ำกว่าเส้น UPTREND LINE ลงมา

  • ช่วงการสร้างรูปแบบหลังของมังกร คือ การปรับตัวลง RETRACEMENT คาดว่าจะอยู่ประมาณ 50% หรือ 61.8% ระหว่างหางกับขาหลังมังกร ก็จะได้ส่วนต่างลงมาบริเวณหลังมังกรนั่นเอง ยกตัวอย่างหุ้น ROBINSON ยอดต่ำของหางอยู่ที่ 54 บาท และยอดสูงของขาหลังอยู่ที่ 81 บาท เมื่อนำมาคำนวณ 50% จะได้ 67.5 บาท (ยอดต่ำของหลังมังกรทำไว้ที่ 68 บาท) ถือว่าใกล้เคียงกัน

  • จากนั้นเมื่อราคาถูกดีดตัวในเชิง TECHNICAL REBOUND อีกครั้ง เพื่อไปทำรูปแบบของขาหน้า โดยส่วนใหญ่ราคาจะขึ้นไป (เท่ากับหรือทำยอดสูงที่สูงกว่าขาหลังของมังกร ประมาณ 127.2 /138.2%) จากนั้นมีแรงขายกดดันอีกครั้งพร้อมกับยังหลุดเส้น UPTREND LINE ทำให้ราคาลงมาในรูปแบบของ M-FORMATION ชัดเจน

  • แรงกดดันต่อมาคือราคาหลุดเส้นรูปแบบหลังมังกร “เกิดเป็นสัญญาณขาย” จากนั้นปรับตัวลงมาเพือสร้างรูปแบบของ “คอมังกร” โดยปกติแล้ว คือ การอ่อนตัวที่นับจากรูปตัว M-FORMATION ลงมา 1 เท่า และกรณีที่เป็น Bear Market คือระหว่างขาหลังมังกร กับ หางมังกร และวัดลงมา 150% หรือ 161.8% (ยกตัวอย่างเช่น ยอดสูงของขาหลังมังกรอยู่ที่ 81 บาท และยอดต่ำของหางมังกรอยู่ที่ 54 บาท ได้ส่วนต่างที่ 27 บาท และลองนำ 150% เข้ามาคำนวณ จะได้ช่วงอ่อนตัวลงมาที่ 40.5 บาท (ปรากฏว่ายอดต่ำของคอมังกรอยู่ที่ 40.75 บาท

  • เมื่อสร้างยอดต่ำของคอมังกรแล้วการดีดตัวกลับขึ้นไปเพื่อสร้างหัวมังกร จะพบว่าค่อนข้างดูยาก แต่จุดที่ตั้งข้อสังเกตุ คือ ราคาสามารถสร้างยอดต่ำยกสูงขึ้นและค่อย ๆ SIDEWAY ออกด้านข้าง จากนั้นก็หารูปแบบถัดไป อาจจะเป็น ผีเสื้อ / ปู / หรือ รูปแบบมังกรตัวใหม่อีกครั้ง


รูปภาพ = การหารูปแบบ “จากหางมังกรไปหาหัวมังกร”


สุดท้ายหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะได้ความรู้เพิ่มระดับหนึ่ง และนำไปต่อยอดในรูปแบบถัด ๆ ไป ขอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุนนะครับ แล้วเจอกัน CHAPTER 2 = MOVING

AVERAGES RIBBON
สุดท้ายได้นำข้อคิดธรรมะฉบับนี้ คือ “วันนี้เจ้าอยู่กับฉัน พรุ่งนี้มันไม่แน่”