Blog Economics  โดย คุณตา นุชจรินทร์ Blog Strategy โดย คุณเอส กรภัทร Blog Fundamental โดย คุณเพลิน เพลินใจ Blog Technical โดย คุณชัย คณฆัส
NOMURA IRIS TEAM BLOGS

Dragon pattern / Chapter 2 ตอนที่ 1 : รู้ความสำคัญของ TREND

03 ตุลาคม 57




 CHAPTER  2   =  TREND AND RIBBON MOVING AVERAGES

ตอนที่ 1.    รู้ความสำคัญของ TREND 

โดยบทที่ 2  นี้มีทั้งหมด 4 ตอนด้วยกันการอธิบายไปทีละส่วน

 

  • ตอนแรก       =    รู้ความสำคัญของ TREND หรือแนวโน้ม
  • ตอนที่สอง    =    รู้ความหมายของ Moving averages ต่าง ๆ 
  •                           (อาทิ Simple moving ,   Exponential moving / Weighted moving averages) เป็นต้น
  • ตอนที่สาม    =    การนำเส้น MOVING AVERAGES มาทำเป็นเส้น RIBBON  เพื่อหาจังหวะซื้อ / ขาย
  • ตอนที่สี่        =    สรุปและประโยชน์ในการนำไปใช้ TREND AND RIBBON MOVING AVERAGES

 



เริ่มต้นด้วยความหมายและความสำคัญของ “
TREND / แนวโน้ม”  

 

ความสำคัญการวิเคราะห์ทางเทคนิค   คือ    การวิเคระห์ว่าด้วยเรื่องของแนวโน้ม (Trend)  ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  เพราะในความจริงสิ่งที่นักลงทุนและนักเก็งกำไรต้องการรู้มากที่สุด คือ   “ แนวโน้มเป็นอย่างไร จะใช้กลยุทธ์ทางเทคนิคประเภทใดหรืออะไรเหมาะสมในการพิจารณาแนวโน้มนั่นๆ   ดังนั้นการศึกษาวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจจึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เนื่องจากประกอบไปด้วย (จิตวิทยา / วิธีการพิจารณาเครื่องมือ และการบริหารความเสี่ยง)  นักวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงต้องศึกษาพฤติกรรมหลัก ๆ 3 ปัจจัยอย่างรอบคอบเพื่อให้ทราบถึงแนวโน้ม และการเปลี่ยนแนวโน้ม  คือ

 

  1. 1.  การวิเคราะห์เส้นแนวโน้ม  (Trend analysis)   
  2. 2.  การวิเคราะห์รูปแบบราคาและปริมาณการซื้อขาย ( Price pattern and volume analysis )  
  3. 3.  การวิเคราะห์เครื่องมือทางเทคนิค  (Market indicators)  

 

 

เมื่อท่านได้ศึกษาโดยการนำทั้ง 3 ปัจจัยมากำหนดเป็นกลยุทธ์ในการหา แนวโน้ม
กล่าวคือ การเข้าใจ เส้นแนวโน้ม  เส้นแนวรับ และ เส้นแนวต้าน เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อและขายที่เกิดจากการวิเคราะห์รูปแบบราคา ปริมาณการซื้อขาย และการวิเคราะห์เครื่องมือทางเทคนิค ทำให้นักลงทุนมีความรอบคอบในการวางแผนหรือคาดการณ์ความเป็นไปได้ถึงผลตอบแทนที่ต้องการ รวมถึงการกำหนดความเสี่ยงหรือความผิดพลาดหรือไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถหาจังหวะตัดขาดทุน ดังนั้นการศึกษาวิเคราะห์ทางเทคนิคจึงนำมาซึ่งความมีระเบียบวินัย และการพิจารณาด้วยความเข้าใจในการใช้เครื่องมือทางเทคนิคนั่นๆ  เพราะอย่าลืมว่า
Trend is your best friend เมื่อเราสามารถคาดการณ์ความเป็นไปได้ของแนวโน้มช่วงหนึ่ง ๆ ได้  นั่นหมายถึง โอกาสที่เราจะสามารถได้รับผลตอบแทนก็จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน 


แนวโน้ม (
Trend) แบ่งออกเป็น 3  แบบ

  1. 1. แนวโน้มขาขึ้น   Uptrend
  2. 2. แนวโน้มขาลง   Downtrend
  3. 3. แนวโน้มแกว่งตัว Sideway


ตัวอย่างและความหมายของแนวโน้มเบื้องต้น

1.1    การเคลื่อนไหวของราคาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น   =  Uptrend  ความหมาย คือ ราคาปรับตัวขึ้นแต่ละครั้งทำยอดสูงใหม่ที่สูงกว่ายอดสูงเดิม ขณะเดียวกับการปรับตัวลงแต่ละครั้งราคายอดต่ำใหม่สูงกว่าราคายอดต่ำเดิม เป็นเช่นนี้ไปจนกว่ามีการเปลี่ยนแนวโน้ม  (จากภาพด้านล่าง)

 

ยกตัวอย่าง :  AOT (ทิศทางการเคลื่อนไหวในแนวโน้มขาขึ้น จะมีลักษณะของราคายกฐานสูงขึ้น และการทำยอดสูงแต่ละครั้งสูงขึ้น จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้ม)




1.2
  การเคลื่อนไหวของราคาอยู่ในแนวโน้มขาลง = Downtrend ความหมาย คือ ราคาปรับตัวขึ้นแต่ละครั้งทำยอดสูงใหม่ต่ำกว่ายอดสูงเดิม ขณะเดียวกันการปรับตัวลงแต่ละครั้งราคายอดต่ำใหม่ต่ำกว่าราคายอดต่ำเดิม เป็นเช่นนี้ไปจนกว่ามีการเปลี่ยนแนวโน้ม (จากภาพด้านล่าง)

ยกตัวอย่าง
: MCOT จะพบว่าราคาเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาลง จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแนวโน้ม




1.3 การเคลื่อนไหวของราคาอยู่ในแนวโน้มการแกว่งตัว = Sideway ความหมาย คือ ราคาปรับตัวขึ้นแต่ละครั้งทำยอดสูงใหม่พอ ๆ กันยอดสูงเดิม ขณะเดียวกันการปรับตัวลงแต่ละครั้งราคายอดต่ำใหม่ใกล้เคียงหรือเท่ากับยอดต่ำเดิม เป็นเช่นนี้ไปจนกว่ามีราคาผ่านทะลุด้านใดด้านหนึ่งระหว่างยอดสูงหรือยอดต่ำใหม่ จึงจะมีภาพของการเปลี่ยนแนวโน้ม (จากภาพด้านล่าง)

ยกตัวอย่าง
: TFD จะพบว่าราคาอยู่ในกรอบ SIDEWAY โดยการเคลื่อนไหวอยู่ระหว่างเส้นแนวนอน SUPPORT LINE และ RESISTANCE LINE จนกว่าจะมีการเปลียนแนวโน้มในการผ่านทะลุด้านใดด้านหนึ่ง



ประโยชน์ของการวิเคราะห์ทางเทคนิค คือ  

 

1.   การวิเคราะห์ทางเทคนิคเกิดขึ้นมานานนับร้อยปี ทำให้มีข้อมูลเพียงพอที่จะเกิดการคิดค้นและพัฒนาต่อเนื่อง จะพบว่า ณ ปัจจุบันมี การพัฒนาเครื่องมือทางเทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการคาดการณ์แนวโน้มถึง “ความเป็นไปได้” ที่เกิดขึ้นของแนวโน้มราคาในช่วงหนึ่ง ๆ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเครื่องมือดังกล่าวจะสมบูรณ์แบบที่จะคาดการณ์อย่างแม่นยำถึงแนวโน้มอนาคตได้ทั้งหมด
2.การวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถนำไปใช้กับการลงทุนหรือการเก็งกำไรในหลาย ๆ ตลาด และเป็นที่นิยมกันพอสมควร อาทิ ตลาดหุ้น ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดอนุพันธ์ด้านการเงิน ตลาดสินค้าเกษตร ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ และอื่น ๆ
3.การนำข้อมูลการวิเคราะห์ทางเทคนิคไปใช้ในการตัดสินใจในการกำหนดผลตอบแทนและความเสี่ยง อาทิ ช่วงที่ภาวะตลาดมีความผันผวนขึ้นลงเร็ว เราอาจจะกำหนด “ระดับโซนของราคาที่จะขายเมื่อเครื่องมือที่ใช้พิจารณาเตือนในเขตซื้อมากเกินไป” หรือ “การกำหนดระดับโซนของราคาที่จะรับซื้อเมื่อเครืองมือที่ใช้พิจารณาได้ส่งสัญญาณการฟื้นตัว” เป็นต้น
4.การวิเคราะห์ทางเทคนิคจะส่งผลให้ผู้ที่ศึกษาค้นพบ “การรู้จักตัวเองรวมถึงการมีวินัย” เพราะท้ายที่สุดแล้วการนำบทเรียนต่าง ๆ มาวิเคราะห์และฝึกฝน จะทำให้เกิดความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งนำมาถึงการตัดสินใจจะเกิดความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้น
5.การวิเคราะห์ทางเทคนิคทำให้เราสามารถ “คัดกรอง” สิ่งที่ต้องการ อาทิ การเลือกหุ้นโดยใช้สัญญาณทางเทคนิค ก็สามารถกำหนดในลักษณะ System trading ได้ หรือ สามารถทำกลยุทธ์ในลักษณะ Pair trading ก็ได้
6.การวิเคราะห์ทางเทคนิคทำให้รู้จักการสร้าง Trading rule หรือเรียกว่า “กฏกติกาของเราขึ้นมา” อาทิ บางท่านยอมรับความเสี่ยงของการตัดขาดทุนไว้ระดับ 2% เป็นต้น


 

 

ทำไมนักวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารมีความคิดเห็นและใช้กลยุทธ์ที่ต่างกันได้ทั้ง ๆ ที่มองแนวโน้มในทิศทางเดียวกัน

 

คำตอบ คือ

  1. 1. การใช้ระยะเวลาในการลงทุนแตกต่างกัน
  2. 2. การใช้เครื่องมือทางเทคนิคที่แตกต่างกัน
  3. 3. การตีความหมายที่เกิดจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาณที่แตกต่างกัน    
  4. 4. การสร้าง Trading rule ของแต่ละคนแตกต่างกัน

 

 

ท้ายนี้จึงนำธรรมเทศนา โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 

สังเกตุใจ

ใจเรา...ถ้าเฝ้าสังเกตุดูอยู่โดยสม่ำเสมอ...

กับการประกอบกิจทั้งปวง ย่อมจะมีวันรอบคอบ

ไปด้วยกับงาน...ไม่บกพร่องทั้งใจและงาน...

จนกลายเป็นความเคยชินต่อการระวังรักษา



Canakas ,I’m Technical Analyst