Blog Economics  โดย คุณตา นุชจรินทร์ Blog Strategy โดย คุณเอส กรภัทร Blog Fundamental โดย คุณเพลิน เพลินใจ Blog Technical โดย คุณชัย คณฆัส
NOMURA IRIS TEAM BLOGS

Dragon pattern / Chapter 2 ตอนที่ 2 : รู้ความหมายของ Moving averages ต่าง ๆ

21 ตุลาคม 57




CHAPTER  2   =  TREND AND RIBBON MOVING AVERAGES


ตอนที่ 2
.  รู้ความหมายของ Moving averages ต่าง ๆ

(อาทิ
Simple moving ,   Exponential moving / Weighted moving averages)

          ที่ผ่านมาท่านคงได้อ่านหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับวิเคราะห์ทางเทคนิคในส่วนของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และมักจะนำไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจด้านการพิจารณาแนวโน้ม / ด้านการหาจังหวะซื้อและขาย และด้านการทำหน้าที่เป็นแนวรับและเป้าหมายเป็นต้น แต่ไม่รู้ความหมายของเส้นค่าเฉลี่ยใน “ภาษาที่เป็นทางการ” มันคืออะไร ดังนั้นจึงเป็นที่มาซึ่งผมได้อ่านหนังสื่อ “หลักการลงทุนของ ผศ. เฉลิมขวัญ ครุธบุญยงค์” ซึ่งถือเป็นหนังสือวิชาการเล่มหนึ่งที่มีเนื้อหาครอบคลุมด้านการลงทุนทั้งหมดน่าสนใจมาก และมีอยู่บทหนึ่งที่ให้ความหมายของเส้นค่าเฉลี่ย Moving averages ในเชิงวิชาการได้สมบูรณ์ จึงขอ “คัดลอก” เพื่อให้ความรู้แก่นักลงทุน ดังนี้ 

ระบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

          ระบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Averages) เป็นเครื่องมือในการปรับค่าให้เรียบเพื่อง่ายในการติดตามแนวโน้มราคาว่าใกล้จะสิ้นสุดหรือกำลังจะเข้าสู่แนวโน้มหรือไม่ โดยพื้นฐานาแล้วค่าเฉลี่ยจะช่วยกระจายความผิดปกติออกไปจากข้อมมูล เช่น บางวันราคาอาจจะสูงขึ้นมากโดยไม่มีเหตุผล และบางวันราคาอาจจะต่ำลงโดยไม่มีเหตุผล แต่ถ้าเฉลี่ยแล้วจะหักล้างกันไปทำให้ค่าเฉลี่ยนี้ปกติขึ้น เมื่อตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นราคาจะสูงขึ้นเป็นส่วนใหญ่ จะส่งผลให้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สูงขึ้นไปด้วย อย่างไรก็ดี  เนื่องจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เป็นการเฉลี่ยจากราคาในอดีตหลายวัน ซึ่งตามคำจำกัดความของคำว่าขาขึ้นนั้น   หมายความว่าราคาวันก่อน ๆ จะต่ำกว่าราคาในราคาปัจจุบัน ดังนั้นในช่วงขาขึ้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ซึ่งมีราคาวันก่อน ๆ ซึ่งต่ำกว่าราคาวันนี้มาถัวเฉลี่ยจึงมีค่าต่ำกว่าราคาปัจจุบัน

          เมื่อตลาดเปลี่ยนแนวโน้มกลายเป็นราคาจะตกลง   แต่ค่าเฉลี่ยจะตกลงช้ากว่า เนื่องจากถูกถัวเฉลี่ยด้วยราคาในอดีตที่สูงกว่าราคาวันนี้  จนถึงจุดจุดหนึ่งซึ่งราคาตกลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ จุดนั้นเป็นการยืนยันว่าราคาที่ตกลงมานี้เป็นการเปลี่ยนแนวโน้มจากเพิ่มขึ้นเป็นต่ำลง


สูตรคำนวณเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (นิยมนำมาวิเคราะห์) 



1. Simple Moving average (SMA)=เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในเชิงพิจารณาด้านราคาถูกให้น้ำหนักเท่ากัน (มักจะใช้ราคาปิดในการคำนวณ)


2. Weighted Moving average (WHA)


=


เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่โดยให้ความสำคัญกับการพิจารณาด้านราคาแบบถ่วงน้ำหนัก โดยเป็นการถ่วงน้ำหนักข้อมูลล่าสุดมากกว่าราคาข้อมูลในอดีต


3. Exponential Moving average (EMA)


=


เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ในเชิงถ่วงน้ำหนักที่ซับซ้อน เพื่อให้ค่าเฉลี่ยมีความละเอียดและถูกต้องมากขึ้น โดยยังรักษาแนวความคิดด้านถ่วงน้ำหนักวันล่าสุดมากที่สุด และถ่วงน้ำหนักข้อมูลเก่าลดลง


ทางเทคนิคนำเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ไปใช้ประโยชน์ 4 ข้อ

1.   ใช้เป็นเครื่องมือในการสัญญาณซื้อ / สัญญาณขาย  ความหมาย คือ ราคาหุ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ “ขึ้นไป” เป็นสัญญาณซื้อ ส่วนราคาหุ้นทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ “ลงไป” เป็นสัญญาณขาย 

 

ภาพตัวอย่างด้าน “การเกิดสัญญาณซื้อ / สัญญาณขาย” โดยการพิจารณาการทะลุขึ้น / ลงเพียง 1 เส้น” PTT 

2.   ใช้เป็นเครื่องมือในการหาภาวะตลาด “แนวโน้มขึ้น/ภาวะตลาดกระทิง” หรือ “แนวโน้มลงภาวะตลาดหมี” ความหมาย คือ

 

2.1    ราคาทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นขึ้นไป (อาทิเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วัน) และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วันดังกล่าวสามารถผ่านทะลุขึ้นและยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ช้ากว่าเช่นเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน เรียกว่า GOLDEN CROSS ถือว่าภาวะตลาดกระทิงมีแนวโน้มขึ้น

ภาพตัวอย่างข้อ 2.1     Golden cross กับหุ้น PTT  (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สี่ดำ = SMA 10 DAY) ส่วน (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สีน้ำเงิน = SMA 20 DAY) 

2.2    ราคาทะลุเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้นลงไป (อาทิเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วัน) และเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วันดังกล่าวสามารถทะลุลง  และต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ช้ากว่าเช่นเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน เรียกว่า DEAD CROSS ถือว่าภาวะตลาดหมีมีแนวโน้มลง

 

ยกตัวอย่าง 2.2    DEAD CROSS หุ้น LH  (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สี่ดำ = SMA 10 DAY) ส่วน (เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สีน้ำเงิน = SMA 20 DAY)

3.   เส้นค่าเฉลี่ยสามารถทำหน้าที่เป็นแนวรับและแนวต้าน เพื่อหาจุดกลับตัวระยะสั้นได้ = ส่วนใหญ่มักจะนำเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มาใช้ในการดูแนวโน้ม และระหว่างพิจารณาแนวโน้มก็สามารถนำเส้นดังกล่าวมาทำเป็นแนวรับแนวต้านได้  โดยราคาหุ้นลงมาตามเส้น SMA 20  DAY แล้วยืนได้จากนั้นมีรูปแบบของการกลับตัวใน BAR CHART หรือ CANDLE STICK เช่นเดียวกับเมื่อราคาขึ้นไปไม่ผ่านเส้น SMA 20 วัน ก็ทำหน้าที่เป็นแนวต้าน มีจุดกลับตัวที่สะท้อนออกมาที่ BAR CHART หรือ CANDLE STICK เช่นกัน

 

ยกตัวอย่าง   ภาพ M เมื่อเทียบเส้นค่าเฉลี่ย SMA 20 วันทำหน้าที่เป็นทั้งแนวรับ และมีจุดกลับตัวใน CANDLE STICK  

ตัวอย่าง ภาพ PTTEP เมื่อเทียบกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วันทำหน้าที่เป็นแนวต้าน และมีจุดกลับตัวใน Candle stick 

4.   การนำเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ไปใช้ต่อยอดกับเครื่องมืออื่น ๆ  อาทิ เพื่อหาค่าการแกว่งตัวและบอกแนวโน้มของภาวะราคาในช่วงนั่น ๆ อยู่ในภาวะกระทิง หรือหมี  / อยู่ในเขตซื้อมากเกินไป หรือ ขายมากเกินไป เป็นต้น เครื่องมือดังกล่าวยกตัวอย่างเช่น

  •     • Bollinger bands  = เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบและใส่ค่าความผันผวนทั้งกรอบล่างและกรอบบน
  •     • Moving averages envelopes
  •     • Moving averages convergence divergence: MACD = เส้นค่าเฉลี่ยนเคลื่อนที่ร่วมทาง- แยกทาง
  •     • RSI  นำไปเปรียบเทียบกับ Modified moving averages
  •     • Stochastic = %D = Moving Averages of %K
  •     • และอื่น ๆ

ยกตัวอย่าง การนำเส้น Moving average มาต่อยอดเป็นเครื่องมือ BOLLINGER BANDS เพื่อบอกทิศทางของราคา  (ภาพ SET INDEX) 

เมื่อท่านได้เข้าใจว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คืออะไร นำไปใช้ประโยชน์อย่างไรแล้ว ครั้งหน้าบทที่ 2 ตอนที่ 3 เราจะนำเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มาผูกกันเป็น “ริบบิ้น”  เพื่อมองภาพระยะสั้น / กลาง / ยาว  ท่านจะได้หาจังหวะการเข้าซื้อ หรือ ขายได้เป็นระยะ ๆ และอาจจะเหมาะกับ Timing ของแต่ละคนก็ได้ ลองติดตามกันต่อนะครับ 

 

ทิ้งท้ายด้วยธรรมสอนใจ

“ดีใดไม่มีโทษ  ดีนั้นชื่อว่าดีเลิศ”  



Canakas ,I’m Technical Analyst