Blog Economics  โดย คุณตา นุชจรินทร์ Blog Strategy โดย คุณเอส กรภัทร Blog Fundamental โดย คุณเพลิน เพลินใจ Blog Technical โดย คุณชัย คณฆัส
NOMURA IRIS TEAM BLOGS

Dragon pattern / Chapter 2 ตอนที่ 3 : การผูก Ribbon Moving averages กัน เพื่อหาจังหวะซื้อ / ขาย

11 พฤศจิกายน 57




CHAPTER  2   =  TREND AND RIBBON MOVING AVERAGES

ตอนที่ 3.  การผูก Ribbon Moving averages กัน เพื่อหาจังหวะซื้อ / ขาย

หลังจากที่ท่านได้รับรู้ถึงความหมายของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ รวมถึงประโยชน์ของหาจังหวะซื้อหรือขายในตอนที่ 2 แล้ว ดังนั้นตอนที่ 3 นี้เรานำมา “ผูกเป็นริบบิ้นกัน” โดยเลือกนำเอาเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA เป็นหลัก เนื่องจากผู้เขียนต้อการ “ความเร็วของการกลับตัวเป็นหลัก” แต่ถ้าผู้อ่านเห็นว่าจะนำเอาเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ WMA หรือ SMA มาพิสูจน์ก็ได้

 

ด้าน Buy signal

ทั้งนี้ผมจะนำมา Exponential moving averages ทีละเส้นมาผูกกัน โดยสมมุติว่าท่านเป็นนักลงทุนประเภท Conservative method ต้องการจะซื้อหุ้นด้วยจำนวน 100,000 หุ้น และค่อย ๆ ทยอยซื้อ

ยกตัวอย่าง   หุ้นยอดฮิตที่นักลงทุนและนักเก็งกำไรรู้จักดี คือ EA โดยเรามาเริ่มตั้งแต่วันแรกจน ถึง ณ ปัจจุบันกันว่า “ทฤษฏี Ribbon moving averagesทำงานได้ดีหรือไม่

ภาพแรก เรามาหา Golden cross กัน โดยวางเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 8 เส้น

เส้นค่าเฉลียเคลื่อนที่ EMA 10 วัน = สีดำ

  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 20 วัน = สีเหลือง
  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 30 วัน = สีเขียว
  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 40 วัน = สีแดง
  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 50 วัน = สีชมพู
  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 60 วัน = สีส้ม
  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลือนที่ EMA 70 วัน = สีฟ้า
  • เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 80 วัน = สีน้ำเงิน
รูปแบบที่หนึ่ง = ยังไม่เกิดสัญญาณซื้อ เพราะเส้น EMA 10 วันสีดำ ยังไม่ได้เงยตัวตัด 7 เส้น

รูปแบบที่สอง = ในวงกลมสีชมพูเกิดสัญญาณซื้อเนื่องจากเป็นการผูกริบบิ้น คือ ราคาปรับตัวขึ้นยืนทั้ง 8 เส้น และเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันสามารถทะลุผ่านเส้นค่าเฉลี่ย 20 ถึง 80 ถือเป็นสัญญาณบวก สมมุติว่าตั้งใจจะซื้อ 100000 หุ้น ท่านก็จะเริ่ม 1 / 4 ที่ 25000 หุ้นก่อนก็ได้ แล้วลอง “ถือ” ดู

รูปแบบที่สาม = ราคาปรับฐาน แต่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สามารถเรียงตัวสมบูรณ์ทั้ง 8 เส้นจากเส้น EMA 10 วันที่อยู่ด้านบน ไล่เรียงลงมาจนถึงเส้น EMA 80 วันที่อยู่ด้านล่างสุด คำแนะนำ คือ ท่านจะเพิ่มพอร์ตก็ได้อีก 1 / 4 ประมาณ 25000 หุ้น ตามวงกลมที่ 2 นั่นเอง และลอง “ถือ”



รูปแบบที่สี่ = ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ จะพบว่าราคาปรับตัวลงมา “แม้ว่าจะหลุดทั้ง 8 เส้น ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมตัวทั้ง 2 ด้าน คือ ออก 25000 หุ้นเมื่อเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันตัดทะลุทั้ง 7 เส้นลงมา (แต่จากตัวอย่างไม่ได้ตัดลง) ทำให้เกิดอีกด้านหนึ่ง คือ เส้นค่าเฉลี่ย 10 วันย้อนขึ้นมายืนเหนือทั้ง 7 เส้นเป็นการผูกริบบิ้นอีกครั้ง ทำให้เกิดสัญญาณซื้อรอบใหม่ จึงสรุปได้ดังนี้ วงกลมที่ 3 = คือ เตรียมตัวออก 1/ 4 หรือ 25000 หุ้นกรณีที่เส้นค่าเฉลี่ย 10 วันทะลุทั้ง 7 เส้นลงมา (แต่ในตัวอย่างไม่ได้ทำ) จึงยืน “ถือต่อ” วงกลมที่ 4 = คือ ซื้อเพิ่มเมื่อราคาตัดเส้นค่าเฉลี่ยขึ้นอีกครั้งพร้อมกับเส้น EMA 10 วันกลับมายืนเหนือ 7 เส้นอีกครั้ง จึงเพิ่มอีก 1 /4 คือ 25000 หุ้น (รวม ณ ปัจจุบันเป็น 75000 หุ้น)

รูปแบบที่ห้า = ท่านจะซื้อให้อีก 25000 หุ้นเพื่อให้ครบ 10000 หุ้นที่ตั้งใจ เมื่อราคาสามารถตัดเส้น RESISTANCE LINE ที่สำคัญในวงกลมที่ 5 ท่านจะพบว่าเกิดเป็นสัญญาณซื้อ พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น จากนั้นราคาสามารถยืนรักษาเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันต่อเนื่อง และการเรียงตัวทั้ง 8 เส้นยังสมบูรณ์ จึงเป็น “ซื้อและถือทั้ง 5 วงกลมด้วย 100000 หุ้นที่ตั้งใจ” นั่นเอง

สำหรับรูปแบบที่หก และ รูปแบบที่เจ็ด = เมื่อมาพิจารณา 2 ภาพที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน จะพบว่ากลยุทธ์ที่ซื้อและถือ 10000 หุ้นที่ผ่านมา ก็ยังมี POSITION เช่นเดิมไม่เปลี่ยน จะลดพอร์ตก็ต่อเมื่อราคาปรับตัวลงและเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 วัน ตัดทั้ง 7 เส้นลงมา จึงจะทยอยลดลง 1 /4 นั่นเอง





การเกิดสัญญาณขายโดย Ribbon Moving Averages

คราวนี้เรามาดูตัวอย่างการเกิดสัญญาขายบ้างเมื่อเกิดการผูกริบบิ้น โดยยกตัวอย่างคือ NOK โดยพิจารณาที่ละ STEP มีอยู่ 4 รูป ดังนี้  

 

รูปแรก         =   ช่วงเข้ามาพิจารณาใหม่ ๆ เกิดสัญญาณอะไรบ้าง

คำตอบ คือ   ไม่มีอะไรให้ซื้อ เนื่องจากไม่มีสัญญาณซื้อ แม้ว่าเส้นค่าเฉลี่ย EMA 10 วันจะขึ้นมาตัดเส้นค่าเฉลี่ยทั้ง 7 เส้น แต่เส้นทั้งหมดไม่ได้เรียงตัวกัน รวมถึงราคาท้ายที่สุดก็อ่อนตัวลง ดังนั้นจึงไม่มีการ ACTION ของผู้ซื้อ  แต่สำหรับผู้ขาย  “ต้องเตรียมตัว” ในภาพถัดไป 




รูปที่สอง         =  การเกิดภาพการผูกริบบิ้นในเชิงลบ ความหมาย คือ ราคาได้ปรับตัวลงและอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด รวมถึงเส้น EMA 10 วันได้ตัดเส้นค่าเฉลี่ยทั้ง 7 เส้นลงมาด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็น DEAD CROSS ดังนั้นความหมาย คือ

ผู้ที่มีหุ้นอยู่      =   ควรขายหรือลดพอร์ต

ผู้ที่ยังไม่มีหุ้น  =  ไม่มีสัญญาณซื้อ ก็ไม่ซื้อ 



รูปที่สอง    =    ราคาเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกวาเส้นค่าเฉลี่ยทั้ง  8 เส้น ถือเป็นภาวะหมี ส่งผลให้ราคาอยู่ในกรอบแกว่งตัวลง แม้ว่าบางช่วงที่ราคาเริ่มเปลียนจาก SIDEWAY DOWN มาเป็น SIDEWAY ออกด้านข้างตามวงกลมที่กำหนด แต่ไม่มีสัญญาณซื้อกลับนั่นเอง เนื่องจากเส้น EMA 10 วันยังไม่ได้ขึ้นตัดทั้ง 7 เส้นอย่างสมบูรณ์ ทำให้กลยุทธ์ คือ

ผู้ที่ต้องการซื้อ    =    ยังไม่มีสัญญาณซื้อ เนื่องจากยังไม่ได้ผูกริบบิ้นที่สมบูรณ์ 




รูปที่สาม         =    ราคาหุ้นได้กลับลงมาต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้ง 8 เส้น และได้ตัดเส้น TRENDLINE ลงมาเช่นกัน รวมถึงการเรียงตัวของเส้นค่าเฉลี่ยเคลือนที่ทั้ง 8 ในเชิงลบอีกครั้ง ดังนั้นกลยุทธ์ คือ

ผู้ที่ยังมีหุ้นอยู่  =  ยังอยุ่ในด้านปรับพอร์ต / ทำ SHORT หรือ ทำ SBL ก็ได้

ผู้ทีต้องการจะซื้อ  =  ยังไม่มีสัญญาณซื้อ 



รูปที่สี่      =      ราคาปรับตัวขึ้นแต่ไม่ผ่านเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ EMA 80 วัน และเส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน ก็ตัดไม่สมบูรณ์ แบบนี้เรียกว่า “ขึ้นไปเพื่อปรับพอร์ตหรือ SELL INTO STRENGTH” นั่นเอง กลยุทธ์ คือ

ผู้ที่ต้องการขาย   =   ขายปรับพอร์ตตามเส้นค่าเฉลี่ย 80 วัน

ผู้ทีต้องการซื้อ    =    ยังไม่มีสัญญาณซื้อ  




รูปที่ห้า      =    รูปสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน  จะพบว่าราคายังอยุ่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยทั้ง 8 เส้นต่อไป ทำให้ตั้งแต่รุปแรก จน ถึงรูปสุดท้าย  ผู้ซื้อ = ยังไม่มีสัญญาณซื้อ ขณะที่ผู้ขายสามารถขาย หรือลดพอร์ตได้พอสมควร ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยนักเก็งกำไรที่น่าสนใจใช่ไหมครับ 




ฉบับนี้ท่านได้วิธิการหาจังหวะซื้อ / ขาย ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Ribbon Moving averages  แล้วเป็นไงบ้างครับ  ผมว่ามันใช้งานได้ดี และทำให้เรามีระเบียบวินัยได้ดีพอสมควร รวมถึงทำให้เราสามารถพิจารณาไปทีละ STEP BY STEP ได้สำหรับนักเก็งกำไรประเภท Conservative method  แล้วในฉบับหน้าเรามาสรุปตอนสุดท้ายกันว่า มันใช้ประโยชน์อะไรบ้าง มีข้อดี หรือจุดอ่อนอะไรบ้าง ขอให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน นะครับ

 

ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดทางธรรม  

"  สติต้องใช้อยู่ทุกเมื่อ "  (พระปัญญานันทภิกขุ)