Blog Economics  โดย คุณตา นุชจรินทร์ Blog Strategy โดย คุณเอส กรภัทร Blog Fundamental โดย คุณเพลิน เพลินใจ Blog Technical โดย คุณชัย คณฆัส
NOMURA IRIS TEAM BLOGS

Mixed US data and more ECB easing

01 มิถุนายน 63
 The Economy Next Week

Mixed US data and more ECB easing

We expect another big drop in US NFP and the unemployment rate to rise to 18.5% but ISM should rise. We also expect the ECB to announce a €500bn increase to its PEPP envelope

สัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่าง US-China เพิ่มขึ้น เนื่องจากประธานาธิบดี Trump ได้สั่งการให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ เริ่มต้นกระบวนการยุติการให้สิทธิพิเศษกับฮ่องกงทั้งในด้านการค้าและการเดินทาง เพื่อเป็นการลงโทษจีนที่ออกกฎหมายความมั่นคงใหม่มาบังคับใช้กับฮ่องกง ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้านี้น่าจะเห็นรายละเอียดต่างๆ ของการยุติสิทธิพิเศษ 
 
ในเอเชีย ประเทศไทยมีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจเดือนเมษายนที่แย่ลงเป็นส่วนใหญ่ นำโดยภาคการท่องเที่ยว  เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -100%y-o-y (มี.ค. : -76.4%; Q1 :         -38.0%)  ตามด้วยการบริโภคและการลงทุน  กล่าวคือ  ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือน เม.ย. หดตัวหนักในอัตรา -15.1%y-o-y (มี.ค.: -2.1%; Q1 : 1.0%)  ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนลดลง                -6.1%y-o-y (มี.ค. : -8.7%; Q1 : -6.8%)  เหลือแค่การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น 28.5%y-o-y (มี.ค. : 58.0%; Q1 : 5.4%)   ด้านเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  ยังไม่มีตัวเลขอัตราการว่างงานของเดือน เม.ย. (มี.ค.: 1.03%) แต่มีรายงานตัวเลขลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดกิจการชั่วคราว ว่ามีจำนวน 335,692 คนของเดือน พ.ค. ซึ่งคิดเป็น  0.88% ของกำลังแรงงาน ( ณ มี.ค.63= 38.21 ล้านคน) (เม.ย. : 465,218 คน (1.22% ของกำลังแรงงาน) ; Q1 : 161,709 คน (0.42% ของกำลังแรงงาน))   สะท้อนว่าดัชนีการบริโภคภาคเอกชนคงยังลดลงมากในเดือน พ.ค.  

 ด้านเสถียรภาพภายนอก แม้ดุลการค้า ( trade balance) เดือน เม.ย. เกินดุล US$2.5bn ( มี.ค.: US$2.3bn; Q1: +US$8.0bn)   แต่ดุลบัญชีเดินสะพัด (current account   =  ดุลการค้า +ดุลบริการ) กลับขาดดุล  -US$0.7bn ( มี.ค.: US$0.7bn; Q1: +US$9.5bn) เนื่องจากดุลบริการ ( Net services, income & transfers)  ขาดดุล -US$3.2bn   ( มี.ค.: -US$1.6bn; Q1: +US$1.5bn) ตามการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่หายไป ขณะที่มีการส่งกลับเงินปันผลของนักลงทุนต่างประเทศ  

อย่างไรก็ดีดุลการชำระเงิน (balance of payment = ดุลบัญชีเดินสะพัด + ดุลบัญชีทุน ) กลับมาเกินดุลสูงถึง US$8.0bn  ในเดือน เม.ย. ( มี.ค.: -US$0.8bn; Q1: +US$4.5bn) เนื่องจากดุลบัญชีทุน (Capital and financial account) เกินดุลมากถึง US$6.9bn ( มี.ค.: -US$3.1bn; Q1:                  -US$5.3bn) จึงเกินพอในการชดเชยดุลบัญชีเดินสะพัดที่ดุล ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่าดุลบัญชีทุนที่เกินดุล เป็นผลจากการนำเงินกลับเข้าประเทศของนักลงทุนและสถาบันการเงินไทย   

ในด้านรัฐสภา  ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.ก.กู้เงินทั้ง 3 ฉบับ เมื่อ 31 พ.ค.
 
สัปดาห์นี้ ตัวเลข/เหตุการณ์ที่สำคัญ  ได้แก่ 

• รายงาน ISM  และ NFP เดือน พ.ค. ของ US:  Nomura คาดว่าผลสำรวจของ Institute for Supply Managaement  (ISM) จะดีขึ้นในเดือน พ.ค. กล่าวคือ  Nomura คาดว่า ISM (manufacturing) เดือน พ.ค. (รายงาน 1 มิ.ย.)  จะปรับตัวดีขึ้นสู่ระดับ 42.5 (Consensus: 43.5 ; เม.ย.: 41.5)  ในทำนองเดียวกัน คาดว่า ISM (non-manufacturing) จะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 43.8 (  Consensus: 44.2 ; เม.ย.: 41.8)  สะท้อนภาคการผลิตและภาคบริการคงผ่านจุดที่ผลกระทบที่รุนแรงที่สุดของ COVID-19 ไปแล้ว แต่จะก็ยังอยู่ในภาวะที่ยังหดตัว
  
ด้านตลาดแรงงาน คาดว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (non-farm payroll (NFP)) เดือน พ.ค. คงลดลง  -5,500k (  Consensus: -8,250k  ; เม.ย.:  -20,537k)   และอัตราการว่างงานคงเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงถึง 18.5% ( Consensus: 19.5%  ; เม.ย.:  14.7%) 
  
• รายงาน PMI เดือน พ.ค. รอบสุดท้าย  อัตราการว่างงาน และยอดค้าปลีก เดือน เม.ย. ของ Euro area และ  ECB meeting:  Nomura คาดว่า รายงานผลสำรวจ Purchasing Managers’ Index  รอบสุดท้าย (PMI (final)) ของเดือน พ.ค. (รายงาน 1 มิ.ย.) คงอยู่ที่ 40.2 (Consensus : 39.5; รอบแรก : 39.5)  คาดอัตราการว่างงานของเดือน เม.ย. คงเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.5% (Consensus : 8.1%; มี.ค. : 7.4%) คาดยอดค้าปลีกคงทรุดลงถึง  -20.0% m-o-m ในเดือน เม.ย. (Consensus : -18.0%; มี.ค: -11.2%)  ด้านการประชุม European Central Bank (ECB) (4 มิ.ย.)  คาดว่า ECB จะประกาศการเพิ่มวงเงินอีก PEPP (Pandemic Emergency Purchase Program ) อีก €500bn  เพิ่มจากวงเงินเดิมที่ประกาศไว้ในเดือน มี.ค. ที่ €750bn   รวมเป็น  €1.25 trn  

• รายงานเงินเฟ้อเดือน พ.ค. ของ  Korea (2 มิ.ย), Philippines , Thailand และ Taiwan  (5 มิ.ย.) : คาดว่าเงินเฟ้อจะลดลงหรืออ่อนลงในเอเชีย  กล่าวคือ  Nomura คาดว่าเงินเฟ้อ ( CPI)  ของ  Korea คงลดลงในอัตรา  -0.5%y-o-y ในเดือน พ.ค. (Consensus : -0.2%; เม.ย.: 0.1%)  CPI  ของ   Philippines คงเพิ่มช้าลงเหลือ 1.8 % (Consensus : 2.0%; เม.ย.: 2.2%)  Consensus คาดว่าเงินเฟ้อของ Taiwan   คงลดลง  -1.1% ในเดือน พ.ค. (Nomura: n.a.;  เม.ย.: -1.0%)    

Nomura คาดว่า เงินเฟ้อทั่วไป (headline CPI) เดือน พ.ค. ของไทยคงลดลง -2.9% y-o-y (Consensus : -3.2%; เม.ย.: -3.0%) ตามราคาน้ำมันที่หดตัวน้อยลง y-o-y  เงินเฟ้อที่ยังลดลงมาก เมื่อประกอบกับ GDP ที่มีแนวโน้มหดตัวหนักสุดใน Q2 หนุนการคาดการณ์ของ Nomura  ที่คาดว่า ธปท.จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 25 bp  เหลือ 0.25% ใน Q3  

• รายงานการค้าระหว่างประเทศเดือน พ.ค. ของ China: เมื่อ 31 พ.ค. China รายงาน official PMI (manufacturing) เดือน พ.ค. โดยลดลงเหลือ 50.6 (เม.ย.: 50.8) แย่กว่าคาด  ( Consensus: 51.1;  Nomura: 50.8)  แต่ยังยืนเหนือ 50  ทั้งนี้  Nomura ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ Q2 GDP เป็น 1.2% y-o-y (เดิมคาด -0.5%)   วันที่ 7 มิ.ย.  Nomura คาดว่า รายงานการค้าระหว่างประเทศ คงเห็นภาพการส่งออกลดลง  -8.0% y-o-y  ในเดือน พ.ค. (Consensus : n.a. ; เม.ย. : 3.5%)  ตามอุปสงค์ต่างประเทศที่แย่ลง    คาดการนำเข้าลดลง -15.0% y-o-y (Consensus : n.a. ; เม.ย. : -14.2%)   และดุลการค้าคงเกินดุล  US$50bn (Consensus : n.a. ; เม.ย. : US$45.3bn)    




Our view in a nutshell  


United States  

• เศรษฐกิจจะถดถอยลึกแต่ไม่นานใน H1   ก่อนจะค่อยๆฟื้นตัวใน H2 จากแรงหนุนของนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลาย
• Fed จะแช่ดอกเบี้ยไว้ที่ขอบล่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังรักษาประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน  (effective lower bound (ELB)) ไว้ตลอดปี 2021 เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจที่แย่ลงอย่างมีนัยสำคัญ
• Fed จะดำเนินการให้กู้ฉุกเฉินต่างๆ ตามที่ประกาศไว้ และจะทำให้มั่นใจว่าอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะไม่เป็นอุปสรรคของการเติบโต
• Nomura คาดว่าจะมีมาตรการการคลังเพิ่มเติมจาก Washington แต่อาจจะได้ผลน้อยเพราะมาตรการ social distancing 
• อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยน่าจะสูงถึงราว 15-20% ใน Q2 เพราะ COVID-19 กระทบตลาดแรงงานอย่างมาก
• เงินเฟ้อพื้นฐานอาจจะลดลงใน Q2 เพราะ COVID-19  ที่ดึงราคาในภาคบริการ และทำให้มีแรงงานส่วนเกินในตลาดแรงงาน
• ความเสี่ยงคือ ถ้า social distancing ล้มเหลว  ถ้าตลาดสินเชื่อและภาคการเงินตึงเครียด  



Europe

• การระบาดของ COVID-19  ทั่ว Europe จะทำให้เศรษฐกิจถดถอยอย่างมากในปี 2020 
• ราคาน้ำมันที่ลดลง  ค่าเงิน euro ที่แข็งค่า และอุปสงค์ที่ลดลงเพราะ COVID-19  จะทำให้เงินเฟ้อของ  euro area ลดลง
• ECB  จะคงดอกเบี้ย และจะเพิ่มวงเงิน PEPP  ซึ่งปัจจุบันมีวงเงินที่  €750bn  ในการประชุมเดือน มิ.ย. 
• Nomura ปรับลดคาดการณ์ UK GDP ลงอีก  คาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยใน H1  โดย GDP จะลดลงเกิน 15% จาก Q4 2019 
• BOE  ได้ลดดอกเบี้ย15 bp สู่ระดับ 0.10%  และจะเพิ่ม QE วงเงิน ?200bn  Nomura ไม่คาดว่าจะมีการผ่อนคลายอีกในกรณีฐาน
• มีความเสี่ยงส่วนปลาย ( tail risks) มากขึ้น เรื่อง Brexit cliff edge  (คือ กรณี UK ออกจาก EU โดยไม่มีข้อตกลง (withdrawal agreement) แต่ผลลัพธ์ยังมีความไม่แน่นอนเพราะผลของ  COVID-19



Japan

• การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ GDP จะลดลงต่อเนื่อง 3 ไตรมาสจนถึง Q2 ก่อนที่ค่อยๆ ฟื้นตัว 
• คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) จะอ่อนลงและลงไปต่ำกว่า 0%y-o-y ใน Q4 นำโดยราคาน้ำมันที่ลดลง
• มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า ?117trn จะช่วยให้เศรษฐกิจไม่เข้าสู่วงจรอุบาทก์ (vicious cycle) แต่คงมีผลจำกัดต่ออุปสงค์ 
• ความเสี่ยงหลักยังคงเป็นเรื่องค่าเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างมากและการที่ตลาดการเงินยิ่งเลี่ยงความเสี่ยง



Asia 

• GDP ของ Asia จะลดลง  -1.3% y-o-y ในปี 2020 เพราะ COVID-19  เทียบกับ +5.3% ในปี 2019  เศรษฐกิจ 9 จาก 10 แห่งจะถดถอย
• เศรษฐกิจ China จะแย่ใน Q1   แต่ของประเทศอื่นๆ จะแย่มากใน Q2 จากผลกระทบของการปิดเมือง ( lockdowns) และอุปสงค์ภายนอกที่แย่ลง
• เศรษฐกิจจะฟื้นใน H2  แต่เป็นไปอย่างช้าๆ เพราะการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และกำไรของธุรกิจที่แย่ลง
• แม้ห่วงโซ่อุปทานจะสะดุด  แต่ก็คาดว่าเงินเฟ้อจะไม่เฟ้อ เพราะราคาน้ำมันที่ลดลงและอุปสงค์โดยรวมที่แย่ลง
• นโยบายการเงินและการคลัง ผ่อนคลายมากขึ้นแล้ว แต่จะมีการผ่อนคลายมากขึ้นอีก 
• China:  Nomura เพิ่มคาดการณ์  Q2 GDP เป็น 1.2% แต่ลดคาดการณ์ช่วง H2 จากแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น 
• Korea: เศรษฐกิจจะแย่สุดใน Q2  จากอุปสงค์ภายนอกที่แย่   ทำให้คาดว่า BOK จะลดดอกเบี้ยใน  Q2
• India: COVID-19 ท่ามกลางภาคการเงินที่อ่อนแอจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวในปี 2020  ขณะที่นโยบายทั้งการเงินและการคลังและสภาพคล่องผ่อนคลายมากขึ้น 
• Indonesia: การควบคุม COVID-19 ได้ช้า มีผลต่อการเติบโต  มีความเสี่ยงทางการคลังมากขึ้น และเจอแรงกดดันด้านดุลการชำระเงิน
• Australia: คาดว่าเศรษฐกิจจะถดถอยลึกใน  H1 ทำให้อัตราการว่างงานจะเพิ่มจาก 5.1% เป็น  9% ภายในสิ้นปี เงินเฟ้อจะลดลงมาก



United States

Europe

Japan

Asia


รายงานของ  Nomura ที่ CNS (IRIS) มีการเผยแพร่บทสรุปเป็นภาษาไทยในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา (วันที่เผยแพร่)

1. Asia Insights: Eight questions on Asia’s fiscal response (29 May 2020)

 • What type of fiscal response have we seen in Asia?: นโยบายรับมือโรคระบาด ประกอบด้วยการเพิ่มรายจ่ายด้านสาธารณสุข  การปกป้องกระแสเงินสดของบริษัท  การรักษาการจ้างงาน การอุดหนุนครัวเรือนรายได้น้อย และมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน ( financial support packages) โดยที่มาตรการ financial support มีสัดส่วนมากสุด   ด้านการแจกเงินแก่ครัวเรือนมีในทุกประเทศ 

 • Which country has announced the most (least) financial support?:  เมื่อดูโดยรวม ประเทศที่อุดหนุนมาก ได้แก่  Singapore Malaysia, Australia และ Korea  ส่วนประเทศที่อุดหนุนน้อยที่สุด คือ  Indonesia, China และ Philippines    แต่ถ้าดูจากรายจ่ายการคลังที่เกิดขึ้นใหม่ (new budget spending) พบว่า ประเทศที่มีการช่วยเหลือทางการเงินมากสุดคือ  Singapore (12.9% ของ GDP) ตามด้วย Thailand, Australia และ Hong Kong อยู่ระหว่าง 6.3-6.8%  น้อยสุดคือ India (0.8%)

 • What does this mean for Asia’s fiscal deficit?:   Nomura ประเมินว่า การขาดดุลการคลัง (fiscal deficit) ของ 11 ประเทศในเอเชียจะขาดดุลเพิ่มขึ้นอีก 4.5  pp จาก 2.2% ของ GDP ก่อนเกิด COVID-19  เป็น 6.7% ของ GDP หลัง COVID-19 ระบาด 

 • How will the larger deficits be financed? : ส่วนใหญ่จะออกพันธบัตรมาชดเชยการขาดดุล    มีไม่กี่แห่ง  (Hong Kong, Singapore และ Taiwan ) ที่ใช้วิธีดึงเงินสำรองการทางคลัง (fiscal reserves) มาใช้

 • Will central banks play a role in deficit financing?:   ใช่   Nomura คาดว่าธนาคารกลางจะมีการซื้อพันธบัตรในตลาดรองอย่างแข็งขัน  มีแค่ Bank Indonesia ที่จะซื้อในตลาดแรกด้วย   Australia กำลังนโยบายการเงินผ่อนคลายเกินปรกติ (unconventional monetary policy ) และมีความเป็นไปได้ที่จะใช้นโยบายดังกล่าวในประเทศไทย

 • What does this mean for Asia’s debt dynamics?:  การที่ Nominal GDP เพิ่มช้าลง และการคลังขาดดุลมากขึ้น ทำให้พลวัตรหนี้ (debt dynamics) ของ Asia มีหนี้สินเพิ่มขึ้น  โดย India มีจุดเริ่มที่อ่อนแออยู่แล้วขณะที่บางประเทศมีการอุดหนุนทางการคลังมาก (Australia และ Thailand)   คาดว่า  Indonesia และ Thailand จะยังมีหนี้สาธารณะไม่เกินเกณฑ์ที่จำกัดตัวเองไว้ (ไม่เกิน 60% ของ GDP)  ขณะที่ Malaysia น่าจะเกินเกณฑ์ (55% ของ GDP) ในปีนี้ และ India  ไม่น่าจะทำได้ตามเกณฑ์เพดานหนี้ของปี 2023

 • Who is more vulnerable and are sovereign rating at risk? :  ประเทศที่มีความเสี่ยงถูกลดอันดับเครดิต  คือ India, Malaysia, Indonesia และ Australia    ประเทศที่มีความอ่อนไหวทางการคลังมากขึ้น ได้แก่    Australia, India, Malaysia  ส่วนอ่อนไหวน้อยลง ได้แก่  Korea  และ Philippines

 • What does this mean for Asia rates strategy?: ผลกระทบของการขาดดุลการคลังที่เพิ่มขึ้นต่อ yield curves  บรรเทาลง เพราะธนาคารกลาง (central banks (CB))  เข้ามาช่วยพยุงตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับแนวโน้มเงินเฟ้ออยู่ในระดับด่ำ    Nomura เห็นว่า yield curves มีแนวโน้มชันขึ้นในตลาดที่  CB อาจจะลดระดับการดูแล (taper) หรือไม่มีความชัดเจนท่ามกลางอุปทานที่เพิ่มขึ้น ( ได้แก่ Australia, Korea)    ขณะที่การที่บรรยากาศที่ดีขึ้นในตลาดสินทรัพย์เสี่ยง และแนวโน้มที่  CB   จะสนับสนุนตลาด จะดีต่อสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า (higher yielding assets) ( ได้แก่ India, Indonesia)

2. US Daily Commentary: Review & Preview (29 May 2020)

 • US-China tensions: ประธานาธิบดี Trump กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าจะมีการแถลงข่าวในวันศุกร์ ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง US-China  การประกาศอาจเกี่ยวข้องกับทางเลือกต่างๆ รวมทั้งการลงโทษ (sanctions) นอกจากนี้ Nomura เห็นว่าประธานาธิบดี Trumpอาจจะใช้โอกาสนี้ในการลงนามร่างกฎหมาย “Uyghur Human Rights Policy Act  ด้วยซึ่งจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงอีก 

3. Asia Insights/FX strategy: Northeast Asia underperformance against Southeast Asia (29 May 2020)

 • Nomura ยังคงแนะ short CNH และ HKD เพราะคาดว่าความขัดแย้งระหว่าง US-China จะเพิ่มขึ้นในระยะใกล้   หลังการทบทวนประจำปีตามกฎหมายว่าด้วย  Hong Kong Human Rights and Democracy Act of 2019 น่าจะเห็นประธานาธิบดี Trump มีมาตรการต่อ China    ด้านนาย Mike Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศประกาศว่า Hong Kong ไม่ควรได้รับสถานะพิเศษที่ได้รับจาก US ถ้า US มีการดำเนินการมาตรการแบบไม่รุนแรง ก็อาจจะอยู่ในรูปของการจำกัดการให้ Visa  และการลงโทษ (sanctions) ต่อบุคคล  แต่ถ้าใช้มาตรการที่หนักกว่าก็อาจจะอยู่ในรูปการเก็บภาษีนำเข้า การจำกัดการลงทุนและอาจจะควบคุมการส่งออกมายัง Hong Kong  (สะท้อนว่าปฎิบัติต่อ Hong Kong คล้ายกับที่ปฎิบัติต่อ China)  จุดปะทุอีกเรื่องก็คือ ประธานาธิบดี Trump อาจจะลงนามในร่างกฎหมาย Uyghur Human Rights Policy Act 2020  ซึ่งจะนำไปสู่การ sanctions  และการจำกัด  Visa แก่บุคคลหรือองค์กรที่รังแกชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมใน  Uyghur

 • ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นจากหลายเรื่อง ได้แก่  การประท้วงใน Hong Kong ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง   การที่ China ไม่ปฎิบัติตามข้อตกลงทางการค้า ระยะที่หนึ่ง  (Phase One trade deal) และการที่ประธานาธิบดี Trump กล่าวว่าไม่ต้องการเจรจาการค้ากับ China อีก  การค้าจึงเป็นประเด็นความเสี่ยงในช่วงหลายเดือนข้างหน้าก่อนที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของ US เพราะประธานาธิบดี Trump อาจจะกลับมาเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจีน  ( Phase One trade deal มีการลดภาษีจาก 15%  เหลือ 7.5% บนสินค้าเข้าจากจีนมูลค่า US$120bn)  ด้านรัฐสภา มีร่างกฎหมายของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่ต้องการให้ China รับผิดชอบต่อการระบาดของ COVID-19 

 • ความไม่แน่นอนที่สำคัญอีกเรื่องคือ ไม่แน่นอนว่า China จะโต้ตอบ US อย่างไร   ทั้งนี้ China เคยเตือนแล้วว่า การที่ US ดำเนินมาตรการต่างๆ ต่อ Huawei  อาจส่งผลให้ China ใส่ชื่อบริษัทต่างๆ ของ US ในกลุ่มรายชื่อที่ไม่น่าไว้วางใจ (unreliable entity list) โดยอาจมีชื่อของ  CISCO, Apple, Amazon, Facebook,  FedEx เป็นต้น)  และความเสี่ยงที่หนักกว่านั้น ก็คือ China อาจไม่ได้หยุดแค่การใช้มาตรการโต้ตอบ US  โดยอาจจะมีการดำเนินการเพื่อกระชับความความมั่นคงใน Greater China มากขึ้น

 • Nomura เชื่อว่าถ้าความตึงเครียดระหว่าง US-China เพิ่มขึ้น  จะเป็นความเสี่ยงในระยะใกล้ ต่อ FX ของ Southeast Asia ด้วย อย่างไรก็ดี โดยเปรียบเทียบแล้ว FX ฝั่ง Southeast Asia   น่าจะ outperform ฝั่ง Northeast Asia   เนื่องจากมีประเด็นบวกช่วย  ได้แก่              (1) เศรษฐกิจประเทศขนาดใหญ่มีสัญญาณว่ากำลังผ่านจุดต่ำสุดเมื่ออ่านจากผลสำรวจ   (2) จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่   COVID-19 ในประเทศใหญ่ๆ เริ่มทรงตัว  (3) ประเด็นบวกในด้านการคลังของ EU  ที่ยอมรับข้อเสนอเรื่องกองทุนเพื่อฟื้นฟู (recovery fund proposal) ในรูปสินเชื่อและเงินให้เปล่า วงเงิน €750bn (4) นโยบายกระตุ้นของทั่วโลกช่วยให้ตลาดหุ้นมีเสถียรภาพ   credit spread แคบลง  และ มีสภาพคล่องในรูป USD มากขึ้น (5) ธนาคารกลางของอินโดนีเซีย (BI) เข้าพยุงค่าเงิน IDR เมื่อเทียบกับ USD ตั้งแต่ต้น เม.ย. และการที่ Thailand อาจถูก US ระบุว่าแทรกแซงค่าเงิน (FX manipulator)

4. First Insights/ US: Relations with China Continue to Spiral with an Increasing Likelihood of Sanctions (28 May 2020)

 • นาย Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้แจ้ง  (certified) ต่อรัฐสภาว่า Hong Kong ไม่มีสถานภาพที่เป็นอิสระในการปกครองตนเองจาก China แล้ว   ซึ่งไม่เป็นไปตาม Hong Kong Policy Act ของ US  เพราะเป็นที่คาดว่าสภาประชาชนแห่งชาติของจีน  (National People’s Congress (NPC)) จะอนุมัติกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ที่คุกคามเสรีภาพของพลเมือง  Hong Kong  ประกาศนี้ของนาย  Pompeo  ทำให้มีความเสี่ยงที่  Hong Kong จะถูกเพิกถอนสถานะคู่ค้าพิเศษของ US  ที่เคยได้รับมาก่อนเดือน กรกฎาคมปี 2540 โดยประธานาธิบดี  Trump อาจออก executive order หรือ  รัฐสภาอาจออกเป็นกฎหมาย     และมีความเป็นไปได้ว่าทีมบริหารของประธานาธิบดี  อาจประกาศลงโทษ  (sanction) ต่อ China

 • ประธานาธิบดี Trump เคยกล่าวเมื่อไม่นานนี้ว่าอาจจะมีประกาศการ  sanction ต่อจีนภายในสุดสัปดาห์  หนังสือพิมพ์รายงานถึงทางเลือกต่าง ๆ ในการ sanction เช่นการขึ้นภาษีสินค้าเข้าจาก  Hong Kong   การห้ามส่งออกสินค้าด้านเทคโนโลยีสำคัญจาก US ไป Hong Kong  ในกรณีที่แย่ที่สุด US อาจยกเลิกสถานะพิเศษด้านเศรษฐกิจ  การเงิน และกฎหมายที่ให้แก่  Hong Kong  ทั้งหมด

 • ณ ตอนนี้ Nomura ยังไม่คาดว่า ทีมบริหารของประธานาธิบดี Trump จะถึงกับเพิกถอนข้อตกลงด้านการค้า  ระยะที่หนึ่ง  ( “phase-one” US-China trade agreement) และกลับมาเก็บภาษีจากสินค้าเข้าจาก  China  ที่เคยได้รับการลดภาษีตั้งแต่ต้นปี ( ได้ลดภาษีเหลือ 7.5% จาก 15% บนสินค้าเข้าของจีนมูลค่า US$150bn)  อย่างไรก็ดี  Nomura ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ว่าจะไม่เกิดขึ้น