บทวิเคราะห์

บทวิเคราะห์ > Equity Play of the day: (27/9/2022)


Daily Strategy : SCB, BBL, TLI
ระยะสั้น พอร์ตลงทุนคงน้ำหนักหุ้นไทยระดับ 55%-60% วันนี้ประเมินตลาด “Sideways” แม้ปัจจัยเสี่ยงต่อ SET ยังมีในเรื่องการซับภาพเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วที่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย และเงินบาทอ่อนค่าเร็ว กดดันกลุ่มพลังงาน และ Global Plays แต่วันนี้คาดเห็นแรงประคองราย Sector ที่มีประเด็นบวกเฉพาะตัวได้ อาทิ กลุ่มสื่อสารที่ความคืบหน้าการควบรวม (TRUE+DTAC) เริ่มจะไปในทางออกที่ CNS ประเมิน (ควบรวมแบบมีเงื่อนไข) และกลุ่ม Yield Surge (ธนาคารและประกัน) ที่คาดเข้ามาประคอง SET มองกลุ่มที่มองเคลื่อนไหวดีกว่าตลาดระยะสั้น ได้แก่ กลุ่ม Yield Surge (TLI, BLA, SCB, KBANK) จากภาพ Bond Yield ที่ปรับขึ้นต่อเนื่อง กลุ่มสื่อสาร (DTAC, TRUE, ADVANC, INTUCH) ที่เด่นระยะสั้นเก็งกำไรแนวโน้มการควบรวม TRUE และ DTAC แม้อยู่ภายใต้เงื่อนไขได้ และกลุ่ม Anti-Commodity (SCGP, GPSC, TOA, EPG, GULF, SAPPE, BJC) ได้ประโยชน์ราคาพลังงานปรับฐานต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สำหรับการลงทุนระยะกลาง- ยาว กลุ่มที่ยังให้เลือกสะสม ให้เน้นไปที่
• กลุ่มConsumer อิงความต้องการในประเทศ ( TIDLOR, MAKRO, HMPRO, SNNP, ONEE, ICHI), และ
• กลุ่ม High Growth/ Digital Tech ที่อิงความต้องการในประเทศ (BE8, BBIK, IIG)

SEPTEMBER 22 Stock Picks: BEC, ONEE, GPSC, TLI, BE8, TIDLOR
4Q22 Stock Picks : GPSC, SCGP, BJC, CRC, SCB, TLI, TRUE, BEC, TIDLOR, AMATA ส่วน Mid-Small Cap Play : BE8, ICHI, ERW


Tactical & Investment Idea

• (บวกต่อ IIG BE8 BBIK) : DEPA คาดการณ์อุตสาหกรรมดิจิทัลปี 22-24 จะเติบโตขึ้น 15.9%, 14.6% และ 15.6% ต่อปี จากราว 9.13 แสนล้านบาทในปี 21 เพิ้มเป็น 1.4 ล้านล้านบาทในปี 24F หนุนหลักจาก Software Digital Services และ Big Data สะท้อนภาพบวกอุตสาหกรรม Digital Tech Consult
• (บวกต่อ DTAC, TRUE, ADVANC) : ข้อมูลที่ กสทช. กังวลดีลควบรวม TRUE DTAC ก่อนพิจารณา 12 ต.ค. มีทั้งสิ้น 3 ด้าน คือ ผลกระทบผู้บริโภค ผลกระทบการแข่งขัน และผลกระทบต่อรัฐฯ+เศรษฐกิจ ทำให้คาดว่าจะมีการออกเงื่อนไขหลังควบรวม 14 ข้อ เน้นการลดได้เปรียบจากการรวมธุรกิจระยะหนึ่ง, คุณภาพบริการ และเปิดทาง รายใหม่เข้าสู่ตลาด ทำให้ภาพรวมเชื่อว่าผลักดันให้ทั้ง 2 บริษัทจะต่อยอดธุรกิจหลังควบรวมด้วยการพัฒนาบริการสร้าง S Curve ใหม่เป็นหลักตามที่ให้ข้อมูลไว้หลังควบรวม บวกต่อภาพระยะถัดไปของอุตสาหกรรม
• (จิตวิทยาลบต่อ BEM, CK) : วันนี้เวลา 09.00 น. ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ศาล อท.) ถ.เลียบทางรถไฟ ตลิ่งชัน นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษา คดีหมายเลขดำ อท.30/2564 ระหว่าง บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ และ นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กับคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงมีนบุรี-บางขุนนนท์ (สุวินทวงศ์) รวม 7 คน ในฐานความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ มองเป็นเพียงจิตวิทยาลบต่อผู้ชนะโครงการ BEM, CK ในการประมูลรอบ 2 เนื่องจากการฟ้องร้องที่ตัวบุคคล และกลุ่มบุคคลดังกล่าวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องการประมูลรอบที่ 2
• (จิตวิทยาบวกอ่อนๆ กลุ่ม Consumer) : กระทรวงการคลังปฎิเสธกระแสข่าววานนี้เรื่องแผนจัดเก็บ VAT 2 อัตรา คือ 7% สำหรับสินค้าปกติ และ เกิน 7% สำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย ลดความกังวลต่อหุ้นกลุ่มอิงการบริโภค

• Strategy Update : จีนเผชิญการระบาด Covid-19 ระลอกใหม่ นำมาสู่การใช้มาตรการเข้มงวด/ปิดเมืองอีกครั้ง โดยการระบาดเริ่มลุกลามมายังมณทลขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจแล้ว
a. Nomura คาดทางการจะไม่ส่งสัญญาณบวกเกี่ยวกับการผ่อนคลายมาตรการ ZCS ในการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ 16-22 ต.ค.นี้ และจะยังคงเดินหน้าใช้มาตรการ ZCS จนถึง มี.ค.23 (เป็นอย่างน้อย) นอกจากนี้ยังมีมุมมองเชิงลบมากขึ้นว่าจีนจะเลื่อนการตัดสินใจผ่อนคลาย ZCS ออกไปหลัง มี.ค.23
b. อุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบ กลุ่มที่กระทบจากการ Lockdown เฉิงตู คือ ชิ้นส่วนฯ, ผู้จำหน่ายสินค้าไอที ส่วนที่กลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกปรับลดกำไรในระยะถัดไป หากจีนคลาย ZCS ล่าช้า คือ โรงแรม, การบิน, พลังงาน, โลจิสติกส์ และ Domestic ที่อิงความต้องการจีน โดยรวมสร้างความเสี่ยงต่อประมาณการกำไร SET ที่ตลาดประเมินปี 22-23 ที่ 104 และ 110 บาท
กลยุทธ์ – ระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงลงทุนกลุ่มที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบ (ท่องเที่ยว, สายการบิน, ชิ้นส่วนฯ, Logistic, พลังงาน ให้ลงทุนหุ้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ หุ้นกลุ่มเกษตร อาหาร (CPF) หรือ กลุ่มอิงกำลังซื้อในประเทศอาทิ กลุ่ม Anti-Commodities (GPSC, BGRIM, TOA, GULF) กลุ่ม Consumer (ADVANC, TIDLOR, HMPRO, KTC, SNNP, KBANK, SCB, TLI, BEC, ONEE) และกลุ่ม High Growth/ Digital Tech (SINGER, BE8, BBIK) เป็นหลัก

• Strategy Update : ประเมินเป็นกลาง - ลบเล็กน้อยต่อ ศาลรธน. รับคำร้องปม 8 ปี นายกฯ ของพรรคร่วมฝ่ายค้านไว้พิจารณาวินิจฉัย สั่ง“บิ๊กตู่”หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง โดยหลังจากนี้คาดว่ารองนายก ประวิทย์ ฯ จะขึ้นเป็นนายกฯ รักษาการ
กรณีศาลวินิจฉัย นายกฯ ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่ง และครม.ทั้งหมดพ้นจากตำแหน่ง รอยต่อที่อาจจะไม่นิ้ง นายกฯรักษาการ (แทนนายกฯ ประยุทธ์) มีอำนาจยุบสภาได้
กรณียุบสภา แต่หากเกิดขึ้นประเมินตลาดตอบรับเชิงลบระยะสั้นกว่าในอดีต เบื้องต้นคาดราว 1-2 วัน SET อาจติดลบในกรอบ -1.55% ถึง -3.33% (อิงผลกระทบตลาดช่วง 1สัปดาห์-2สัปดาห์ของการยุบสภา 6ครั้งหลังสุด) ก่อนค่อยๆ ฟื้นตัวรับการเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง
กลยุทธ์ ภายใต้ความไม่แน่นอนทางการเมืองระยะสั้นเพิ่มขึ้น หากหุ้นปรับฐาน เน้นตั้งรับ Theme กลางยาว ที่น่าสนใจ Consumer (CPALL, MAKRO, HMPRO, SNNP, ADVANC, TIDLOR, KBANK, BBL, TLI) กลุ่ม Anti-Commodities (SCGP, GPSC, SCC, TOA, GULF, SAPPE) กลุ่ม High Growth (SINGER, BE8) กลุ่มบริการที่มี Upside จากผู้ป่วยต่างชาติ (BDMS, BCH)

• Strategy Update กรณีสถานการณ์คลื่นความร้อน (Heat Wave) ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศจีน จนกระทบแหล่งพลังงานจากเขื่อนพลังงานน้ำในมณฑลเสฉวน ขณะทีการใช้พลังงานสูงขึ้นในภาคครัวเรือน หนุนจากเริ่มมีออกมาตรการจำกัดการใช้ไฟฟ้าของภาคการผลิต
a. ประเมินผลกระทบภาพรวมอิง Heatwave รอบ ก.ค. 17 พบว่า จะส่งผลให้ GDP เติบโตในอัตราชะลอตัวลงเล็กน้อย +6.9%y-y จาก มิ.ย. 17 +7.0%y-y เช่นเดียวกับยอดผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลงเหลือ +6.4%y-y จาก +7.6%y-y เดือนก่อนหน้า แต่กระทบยอดส่งออกสูงกว่า คือ ชะลอลงเหลือ +6.3%y-y จาก +10.3%y-y โดยในรอบนี้มีความเสี่ยงส่งออกชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน เนื่องจากสินค้าที่ผลิตได้ในมณฑทล อาทิ Semiconductor, แผงโซล่าร์ และเหมืองขุดแร่ลิเธียม งวด 1H22 มียอดส่งออกเติบโตสูง 560.9%y-y, 113.1%y-y และ 64.1%y-y
b. ผลกระทบอีกด้านจะอยู่ในส่วนเงินเฟ้อที่เร่งขึ้น ในส่วนสินค้าผักผลไม้จากผลผลิตที่ลดลง แต่อาจจะกระทบกำลังซื้อจำกัด สะท้อนจากยอด Retail Sales ช่วงเวลาดังกล่าวที่เติบโตได้ต่อเนื่อง
c. อุตสาหกรรมที่คาดว่ามีความเสี่ยงกระทบระยะสั้น ได้แก่ กลุ่มมีสินค้าเกี่ยวเนื่องกับสินค้าอุตสาหกรรมหลักในมณฑลเสฉวน อาทิ อิเลคทรอนิกส์ (KCE, HANA, DELTA) , กลุ่มจำหน่ายสินค้าไอที (COM7, CPW, SPVI, SIS, SYNEX) และกลุ่มจำหน่ายแผงโซล่าร์+ระบบ (GUNKUL) ส่วนผู้ที่มีโอกาสได้ประโยชน์ คือ กลุ่มเกษตรอาหารที่มีฐานธุรกิจในจีน อาทิ CPF และ SAPPE ในกลุ่มเครื่องดื่ม

Research Highlight

• ASIAN (BUY, TP21.6) เรามีมุมมองเป็นบวกต่อยอดส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงที่รายงานออกมาล่าสุดของเดือนส.ค.ที่เติบโตได้ค่อนข้างดี +40.5% y-y ซึ่งเรามองว่าจะส่งผลบวกโดยตรงมาให้ ASIAN ในเชิงของยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงใน 3Q22 ซึ่งได้มีการขยายกำลังการผลิตขึ้นมาด้วย โดยการเติบโตของยอดขายอาหารสัตว์เลี้ยงจะยังช่วยหนุน GPM อีกด้วยจาก Product Mix ที่ดีขึ้น โดยรวมเรายังชอบ ASIAN จาก แนวโน้มอุตสาหกรรม Pet Food ที่แข็งแกร่ง รวมถึงการปลดล็อคมูลค่าจากการ IPO AAI ทำให้ ASIAN มีแนวโน้มที่จะถูก Rerate ขึ้นไปเทรดที่ PER ราว 15-16 เท่าได้ จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” ที่ TP22F 21.60 บาท อิง PER 16 เท่า เทียบค่าเฉลี่ย Global Peers

3Q22F Equity Outlook : First wave of financial shock looks to have arrived
• Stock Best Picks : BDMS, BEM, CPF, CPALL, TU, KCE, KTC, KCE, SCGP
• Mid-Small Cap Play : GFPT, SAPPE, ASIAN