บทวิเคราะห์

บทวิเคราะห์ > Equity Play of the day: (24 /6/ 2022) "Selective Play” Top picks: SAPPE, CPF, BDMS


Daily Strategy : SAPPE, CPF, BDMS

ระยะสั้น พอร์ตลงทุนยังให้คงน้ำหนักถือหุ้นไทย 55%-60% หลังปรับเพิ่มน้ำหนักโซนแรกที่ตลาดปรับฐานมาบริเวณ 1550-1530 จุด ส่วนตลาดระยะสั้นประเมินยังอาจแกว่ง Sideways/Down โดยแรงกดดันในประเทศ ยังน่าจะมาจากเรื่องค่าเงินบาทอ่อนค่าที่เร่งขึ้นมาก เชื่อว่ามีโอกาสส่งให้ Fund Flow ไหลออกต่อ แม้ภาพรวมตลาดผันผวนน้อยลง สะท้อนจากที่เริ่มตอบสนองเชิงลบต่อตัวเลขเศรษฐกิจที่ชี้นำความกังวลเศรษฐกิจถดถอยต่ำลง ส่วนสัปดาห์หน้าติดตามเงินเฟ้อ PCE ซึ่งตลาดมอง +y-y ทรงตัวจากเดือนก่อน ขณะที่ประเทศไทยแม้จะมีความหวังเศรษฐกิจที่วิ่งสู่ทิศทางตรงข้าม จากการท่องเที่ยวฟื้นตัวปลายปี 22 และการเลือกตั้งใหญ่ที่ใกล้มีพัฒนาการมากขึ้น แต่ปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในช่วงรอยต่อ และอาจจะยังไม่เห็นความแตกต่างภาพเศรษฐกิจที่ชัดเจนนัก ในเชิงกลยุทธ์ แม้ให้เริ่มพิจารณาเพิ่มน้ำหนักทยอยเพิ่มลงทุนหุ้นไทยราว 5%-10% จากปัจจุบันที่ 50% ที่โซนแรก 1550-1530 จุด ส่วนโซนถัดไปไปรอที่บริเวณ 1510-1480 จุด

กลุ่มที่เคลื่อนไหวดีกว่าตลาดยังมอง

1) หุ้นได้ประโยชน์ค่าเงินบาทอ่อน, เข้าสู่ Seasonal และอาจมี Upside กรณีสหรัฐฯผ่อนคลายการค้ากับจีน (GFPT, CPF, TU, SAPPE, ASIAN, MEGA, KCE, BDMS, BH)
2) กลุ่ม High Growth (JMT, JMART, KCE, IIG, TIDLOR, INSET, BE8, BBIK) ทั้งนี้ ในกลุ่ม Finance อาทิ TIDLOR, KTC, SINGER ให้เน้นตั้งรับ จากจิตวิทยาลบกรณีที่ สคบ. อยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องคุมเพดานสินเชื่อรถยนต์และมอเตอร์ไซด์ โดยรอความชัดเจนประชุมอีกรอบ 30 มิ.ย. (ในทางพื้นฐานไม่กระทบ)
3) กลุ่ม China Play (TOP, BCP, KCE, IVL, PTTGC, HANA)
4) กลุ่ม Defensive ที่ได้ประโยชน์ Value Plays ที่ปรับฐานลงแรงกว่าตลาด (ADVANC, TIDLOR, AMATA, INTUCH, SCGP, DTAC, SCC, GPSC) โดย GPSC เน้นตั้งรับ

ส่วนกลุ่มหุ้นที่เน้นตั้งรับเพื่อลงทุนระยะยาว คือ หุ้นกลุ่ม Reopening ที่ปรับฐานลงมาแรงพร้อมกับตลาด (HMPRO, SINGER, TIDLOR, CRC, CPALL, MAKRO) , กลุ่ม Laggard หรือมีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วกว่าคาด (KTC, MAJOR, BEM) แต่ในกลุ่มพลังงาน (BCP, TOP, PTTGC) เน้นตั้งรับจากแรงกดดันมาตรการขอความช่วยเหลือจากรัฐฯ ที่ยังเป็น Overhang ขณะที่กลุ่ม Reopening อิงกำลังซื้อในประเทศเริ่มอยู่ภายใต้ความกังวลผลกระทบเงินเฟ้อมากขึ้น


Tactical & Investment Idea

• เครือข่ายแรงงานรัฐวิสาหกิจ NT แถลง คัดค้านการควบรวมกิจการระหว่าง TRUE และ DTAC เพราะจะเป็นการผูกขาดโทรคมนาคม เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องที่สร้าง Negative Surprise กับตลาด เพราะ NT เป็นผู้เสียประโยชน์ โดยตลาดยังน่าจะให้น้ำหนักความชัดเจนการพิจารณา กสทช. 10 ก.ค. นี้มากกว่า ประเมินสร้างจิตวิทยาลบเล็กน้อยต่อหุ้น TRUE และ DTAC
• รมว. คมนาคม สั่งการให้ รฟม. เร่งประมูล 3 เส้นทางส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดง รวมระยะทาง 29.3 กม. (ปัจจุบันมี 40.6 กม.) มูลค่าโครงการรวม 2.1 หมื่นล้านบาท 1) เส้นทางตลิ่งชัน – ศิริราช 2) รังสิต - ม.ธรรมศาสตร์ รังสิต 3) ตลิ้งชัน - ศาลายา คาดพร้อมประมูล ธ.ค. 22 - ม.ค. 23 เริ่มสร้าง พ.ค. 23 แล้วเสร็จปี 2026 เป็นจิตวิทยาบวกต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้างสัปดาห์หน้า 30 มิ.ย. (เลื่อนจากเดิม คาดสัปดาห์นี้)ติดตามตัวเลขนำเข้า ส่งออก เดือน พ.ค. 22 ส่งออก Nomura และตลาดคาด +8.3%y-y และ +8.1%y-y ชะลอจาก +6.6%y-y เม.ย. 22 ส่วนนำเข้า Nomura และตลาดคาด +15.5%y-y และ +18.4%y-y ชะลอจาก +19.1%y-y เม.ย. 22
• THB Update : ค่าเงินบาทอ่อนค่า จากเงินเฟ้อไทยที่สูง 7.1% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายตรึงไว้ที่ระดับต่ำ 0.5% บวกต่อหุ้นส่งออก GFPT(BUY-TP20), CPF(Trading-TP28), SAPPE(BUY-TP38), MEGA(BUY-TP65), ASIAN(BUY-TP21.6), KCE(BUY-TP80) ที่น่าจะ Outperform ฝ่าเงินเฟ้อ

ถ้าวัดจาก Pandemic ปลายปี 2019 เป็นต้นมา ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเงินเยนที่อ่อนค่า -18.19%, -13.06% ตามลำดับ ผลจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและนโยบายการเงินสวนทางกับฝั่งตะวันตก
*เงินเฟ้อไทยเดือน พค 22 ที่ 7.1% เป็นระดับที่ค่อนข้างสูงมาก ขณะที่ที่ประชุม กนง. ที่แม้คงดอกเบี้ย 0.5% แต่อยู่บนเสียงทีไม่เป็นเอกฉันท์ (4:3) และ ส่งสัญญาณ Hawkish มากขึ้น แต่คาดการณ์ Nomura ที่คาด กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในรอบประชุมที้เหลือของปีนี้ ครั้งละ 25 bps ยังถือว่ามีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์การเร่งขึ้นดอกเบี้ยประเทศพัฒนาแล้ว
กลยุทธ์การลงทุน : ตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากการเร่งดึงสภาพคล่องกลับจากเงินเฟ้อโลกสูงในอัตราที่ไวขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อเริ่มมีผลต่อกำลังซื้อ แม้ในประเทศไทยอาจจะมีตัวช่วยเรื่องการท่องเที่ยวฟื้นตัว แต่ 3Q22 จะยังเป็นรอยต่อของการฟื้นตัว ภาพรวมจากความเชื่อมั่นที่ลดลง ประเมิน SET น่าจะยังคงค้นหาฐานถึงปลาย 3Q22


Research Highlight


?SAPPE (BUY, TP43) : เรามีมุมมองบวกจากภาพธุรกิจระยะกลางยาวมากขึ้น หลังบริษัทฯเผยเป้าระยะยาวครั้งแรกเติบโต 3 เท่าภายใน 5 ปีสู่ยอดขาย 10,000 ลบ. (CAGR+22%) จาก Fundamental shift ในตลาดต่างประเทศที่อยู่ช่วงเก็บเกี่ยวจากการทำตลาดมานาน ด้านต้นทุนวัตถุดิบสามารถควบคุมได้จากการสต็อกวัตถุดิบล่วงหน้าถึง 3Q22F และแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงจากราคาน้ำมันที่ผ่อนคลายลง ขณะที่บริษัทฯมีแผนปรับราคาสินค้าขึ้นชดเชยโดยทยอยปรับเพิ่มตั้งแต่ปีนี้ถึงปีหน้า โดยรวมเรามองผลประกอบการ 2Q22F-3Q22F จะทำ new high ได้ต่อเนื่องและโดดเด่นที่สุดในกลุ่มฯ เราจึงปรับประมาณการกำไรขึ้นเฉลี่ย 6% และคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ TP22F 43 บาท อิง PE 23 เท่า ปรับขึ้นจาก 21 เท่าจากแผนธุรกิจที่ปรับตัวได้ดีขึ้น ทั้งนี้ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ 25-30 เท่า นอกจากนี้บริษัทฯยังได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน (ทุกๆ 1 THB/USD ที่เพิ่มขึ้น จะเป็นผลบวกต่อกำไรสุทธิประมาณ 7-10%) กับค่าขนส่งที่ปรับผ่อนลง

?AOT (NEUTRAL, TP67) : เรามีมุมมอง Neutral แม้ AOT จะปรับลดเป้าผู้โดยสารปีงบประมาณ FY22F-FY24F ลงจากเดิม (ประมาณการเมื่อ 20 ต.ค.21) แต่อย่างไรก็ตาม ประมาณการใหม่ต่างจากประมาณการของเรา (และตลาด) ไม่มาก 0% -14% และ 0% ตามลำดับ เราเชื่อว่าราคาหุ้น AOT ในปัจจุบันได้สะท้อนภาพของประมาณการปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบินที่ AOT ปรับประมาณการใหม่ไปแล้ว
เราคงคำแนะนำ Neutral ราคาเป้าหมาย TP23F (ต.ค.22-ก.ย.23) ที่ 67 บาท (ประเมินด้วยวิธี PBV multiple ที่ 8.6 เท่า หรือใกล้เคียง +2SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต) เรายังคงคาดผลประกอบการ AOT ฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป เราคาดผลขาดทุนปี FY22F ลดลงเหลือราว -1 หมื่นลบ. จากปี FY21 ขาดทุน -1.6 หมื่นลบ. และเริ่มฟื้นเป็นกำไรในปี FY23F เป็น 9.1 พันลบ. และเพิ่มเป็น 2.9 หมื่นลบ. เทียบเท่าช่วงก่อน COVID ในปี FY24F ขณะที่เรามองราคาหุ้น AOT ฟื้นขึ้นมาซื้อขายที่ระดับ 93% ของช่วงก่อน COVID เทียบเท่า Forward 23F 8.8 เท่า ใกล้เคียง +2SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต สะท้อนภาพการฟื้นตัวข้างต้นแล้ว ขณะที่ยังมี Upside risk จากโครงการ Airport city (การพัฒนาที่ดิน 2 แปลงข้างสนามบินสุวรรณภูมิ) และการรับมอบ 3 สนามบินภูมิภาค (กระบี่, อุดรธานี และบุรีรัมย์) จากกรมท่าอากาศยาน (AOT อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอ ครม. อีกครั้งภายในเดือน มิ.ย.22) ซึ่งเรายังไม่รวมในประมาณการและคาดว่าภายในปีปฏิทิน 2022F น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น

?PYLON (BUY, TP5.6) : ร.ฟ.ท. เผยโครงการไฮสปีด 3 สนามบิน ที่มีคู่สัญญากับบ. เอราวัน (กลุ่มเครือซีพี) ล่าสุด มีความคืบหน้าในประเด็นที่มีสาระสำคัญทั้ง 1) การส่งมอบพื้นที่ครบ 100% 2) การสงมอบพื้นที่รอบมักกะสัน 150 ไร่ กรณีลำรางสาธารณะ ซึ่งอัยการสูงสุดตีความแล้วและไม่ใช่เงื่อนไขในการส่งมอบ ทำให้มีความพร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ 3) การเจรจาปรับเงื่อนไขของสัญญา
เรามีมุมมองบวกต่อประเด็นดังกล่าว หากโครงการไฮสปีดเริ่มงานจะช่วยปลดล็อค Overhang ของหุ้น เนื่องจากเป็นงานใหญ่ลำดับต้นๆของบริษัท มูลค่าสูงถึง 400 ลบ. (งานค่าแรงล้วน) จาก Backlog ทั้งหมด 1.4 พันลบ. ในปัจจุบัน และรับงานมาตั้งแต่มิ.ย. 21 แล้ว
อิงตามข่าว ความคืบหน้าที่เกิดขึ้น และหากเริ่มงานได้ทัน 1Q23F จะช่วยให้บริษัทมีเวลาวางแผนหางานเพิ่มช่วงรอยต่อ ปลาย 3Q22-4Q22F ได้ทัน รวมถึง มีโอกาสเจรจาเงื่อนไขการรับงานได้โครงการนี้ได้เพิ่มเติม รวมถึง การเริ่มงานทันปีหน้า เรามองบวกต่อภาพอุตสาหกรรม เพราะยังมีโครงการรัฐใหญ่ 2 โครงการเกิดขึ้น คือ 1.รถไฟฟ้าม่วงใต้ 8 หมื่นลบ. (6 สัญญา) และ2. สายสีสัม 1.2 แสนลบ. จะเปลี่ยนจุดเปลี่ยนเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมคล้ายปีพีค 2018-19 ที่มีสายสีเหลือง, ส้มตะวันออก, ชมพู


2Q22F Equity Outlook : First wave of financial shock looks to have arrived
• Stock Best Picks : BCP, TOP, BDMS, BCH ADVANC, DTAC, MAKRO, GPSC, JMT, TIDLOR, KCE
• Mid-Small Cap Play : PYLON BE8 JMART BCPG