บทวิเคราะห์

บทวิเคราะห์ > Equity Play of the day: “Domestic Play” Daily top picks: KTB, CK, STEC


Equity Daily Outlook : คาดดัชนีวันนี้ “Sideway Up” ในกรอบต้าน 1574/1580จุด และรับ 1565/1563 จุด GDP 2Q17 ของไทยเติบโตกว่า 3.7% สูงสุดในรอบ 4ปี ดีกว่าที่ Nomura และ Consensus คาดที่ 3.4% และ 3.2% ตามลำดับ ผลักดันจากการส่งออกสินค้าและบริการที่เติบโตต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาคเอกชนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากแรงหนุนการก่อสร้างที่อยู่อาศัยรอบเส้นทางรถฟ้าสายสีเขียวและสีน้ำเงิน แต่อย่างไรก็ดี Nomura ยังคงคาดการณ์ 2017 GDP ไทยที่ระดับ 3.4% เนื่องจากมองว่าภาคส่งออกจะเติบโตชะลอตัวลงใน 2H17 และยังมีประเด็นค่าเงินบาทที่จะแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง (Nomura มองค่าเงินบาทปี 2017F 2018F และ 2019 ที่ระดับ 32.7 32.4 และ 31.6 ตามลำดับ) ซึ่งจะเป็นตัวกดดันภาพรวมของกลุ่มส่งออกได้ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐฯที่จะทยอยออกมาต่อเนื่องนั้น จะเป็นตัวเข้ามาช่วยหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยช่วง 2H17 แทน ทำให้หุ้นกลุ่ม Domestic เป็นกลุ่มที่มีความน่าสนใจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศมีแรงกดดันเชิงจิตวิทยาหลังความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีกลับมาอีกครั้ง จากการซ้อมรบกันระหว่างสหรัฐฯและเกาหลีใต้ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งต่อเกาหลีเหนือเพิ่มเติม ส่วนปัจจัยที่ตลาดต้องติดตามในสัปดาห์นี้ คือ การประชุมประจำปีที่ Jackson Hole 24-26สค.นี้ โดยตลาดจับตาถ้อยแถลงของนางเยลเลนที่อาจจะมีการพูดถึงการปรับลด Balance Sheet ของ FED และถ้อยแถลงของนาย Draghi ถึงรายละเอียดของการปรับลดวงเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ของ ECB ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางเศรษฐกิจโลกในช่วงถัดไป

Asset allocation : หุ้น 70% ทองคำ 12.5% ตลาดบอนด์ 5% และเงินสด 12.5%

Daily Strategy :   6 Theme เด่น วันนี้ เน้น “Domestic Play” เป็นหลัก 

1.   GDP 2Q17 ไทย  เติบโต 3.7% สูงสุดในรอบ 4 ปี หนุนหุ้นกลุ่ม Domestic โดยเฉพาะ 2H17 เป็นจุดที่ Nomura คาดว่าแรงส่งจากภายนอกของการส่งออกจะชะลอลง แต่จะได้แรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐเข้ามาแทน ดังนั้นประเมิน BANK(KTB, KBANK, SCB) และรับเหมา(CK, STEC) เด่น  ผสาน ICT ที่ผลกำไรเข้าสู่จุดการเติบโตรอบใหม่ ADVANC

2.   ให้ทยอยลดน้ำหนักส่งออก(ETRON) ที่การเติบโตจะชะลอลงใน 2H17 และผลกระทบค่าเงินบาทจะเป็น Downside Risk ของประมาณการณ์โดย Nomura คาดจะแข็งค่าสู่ 32.7บาท, 32.4บาท, 31.6บาทต่อเหรียญฯ สิ้นปี 2017, 2018 และ 2019 ตามลำดับ

3.   BIG Cap ปิโตรเคมี ค่าการกลั่นยังยืนสูง 8.26เหรียญฯ ต่อบาร์เรล ทำให้ 3Q17QTD เฉลี่ย 7.55เหรียญฯ +47.7%y-y, +17.9%q-q บวกต่อ PETRO Laggard (PTTGC, IRPC)

4.   ท่องเที่ยว :  จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน กค 2017 สูงถึง 3.088ล้านคน เพิ่มขึ้น 4.48%y-y เป็นระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือน   และต่ำกว่ายอดสูงสุดเป็นประวัติการในเดือน กพ 2016 ราว 800คนเท่านั้น เป็นบวกโดยตรงต่อ AOT, ค่าใช้จ่ายรวมของนักท่องเที่ยวเดือน กค 2017 1.56แสนล้านบาท +6.2%y-y หนุนโรงแรม MINT, ERW

5.   รพ. นักท่องเที่ยว UAE เดือน กค 2017 เข้ามาไทยเพิ่มขึ้น 2 เดือนติด ที่ 28775คน +4.6%y-y หรือ 256%m-m สูงสุดเป็นประวัติการณ์ หนุน โรงพยาบาล BH, BDMS เด่น สำหรับผู้ที่ยังไม่มีแนะนำเก็งกำไร Laggard BDMS จากราคาหุ้นขึ้นเพียง 5.3% นับจากเราแนะนำ 17 กค 2017 vs  BH +21.8% ขณะที่ PER ระหว่างสองบริษัท BDMS ต่ำกว่า 9.4เท่า จาก Avg. 5ปี จะสูงกว่าราว 2.97เท่า  ส่วน Mid small เน้น BCH และ CHG

6.   Bottom Out : 1) BWG แนวโน้มกำไรฟื้นตัวต่อเนื่อง และการได้โครงการฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ มูลค่า 454.76 ลบ. เริ่มรับรู้ 1 กย 2017 จะหนุน FV ขึ้นจาก 2.4บาท สู่ 2.46บาท  2) TOYOTA เร่ง ECO Car ที่เหลืออีก 4แสนคัน ช่วงปีที่5-8 ตั้งแต่ต้นปี 2018 หนุนหุ้นท่าเรือส่งออก ที่ Low PER & High Yield แนะนำ NYT และ Auto Related(SNC)